จะเห็นได้ว่ากฏหมายส่วนมากจะมุ่งเน้นไปที่การให้ข้อมูลแก่ผู้มีสายตาปกติ หรือสายตาผิดปกติแต่สามารถแก้ให้เป็นสายตาปกติ เช่น การใส่แว่น แต่สำหรับผู้ที่มีสายตาผิดปกติจะรับรู้ข้อมูลบนบรรจุภัณฑ์ย่ไม่ได้ หรือต้องมีผู้อื่นช่วยในการเข้าถึงและรับรู้ข้อมูลสหพันธ์ยุโรปได้มองถึงปัญหานี้ และได้ออก European Union Directive ในปี 2005 (พ.ศ. 2548) ซึ่งกล่าวว่าบรรจุภัณฑ์ยาจะต้องมีการใช้อักษรเบรลล์ในการสื่อสารข้อมูลของยา โดยจะต้องบอกชื่อยา และความแรงของยา รวมทั้งบอกว่ายาชนิดนี้ใช้กับเด็กทารก เด็กหรือใช้กับผู้ใหญ่เท่านั้น โดยประกาศให้ใช้กับยาที่ออกใหม่ก่อน ส่วนยาที่มีอยู่ในท้องตลาดเริ่มบังคับใช้เดือนตุลาคมของปี (พ.ศ. 2553) ส่วนในประเทศอื่นๆ รวมทั้งประเทศไทยนั้นยังไม่มีการบังคับใช้
จากการที่คณะผู้วิจัยในโครงการวิจัยเรื่อง "การพิมพ์อักษรเบรลล์ลงบนฉลากบรรจุภัณฑ์ยาเพื่อเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลของผู้บกพร่องทางสายตา" (ทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ) จากภาควิชาเทคโนโลยีการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้ไปสัมภาษณ์ผู้มีความบกพร่องทางสายตาในประเทศไทย พบว่าส่วนมากมีความกลัวว่าจะใช้ยาผิด เนื่องจากไม่สามารถอ่านฉลากยาเองได้ และชอบที่จะใช้ยาทาภายนอกมากกว่ายาชนิดอื่นๆ เพราะคิดว่าผลเสียของการใช้ยาผิดจะน้อยกว่าเมื่อถามถึงการรับรู้ข้อมูลบนฉลากยา คนกลุ่มนี้ยังมีความรู้สึกตนไม่ได้รับข้อมูลที่เพียงพอ และส่วนมากรับรู้ข้อมูลโดยให้คนอื่นอ่านให้ฟัง เพราะฉะนั้นจึงเห็นด้วยที่จะมีอักษรเบรลล์อยู่บนบรรจุภัณฑ์ยา โดยข้อมูลที่อยากให้มีเรียงจากมากที่สุดไปหาน้อยคือ ชื่อยา (ชื่อสามัญ) วิธีการใช้ยา สรรพคุณของยา ข้อห้าม/คำเตือน วิธีการเก็บยา วันเดือนปีที่ผลิตและหมดอายุ ประเภทยา แบ่งตามกฏหมาย เลขทะเบียนตำรับยา เลขที่หรืออักษรแสดงครั้งที่ผลิตหรือวิเคราะห์ ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต ปริมาณหรือขนากบรรจุ ชื่อยา (ชื่อการค้า) ส่วนประกอบของยา จากการสำรวจในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าการมีอักษรเบรลล์บนฉลากยาจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ไม่สามารถมองเห็นของไทยได้เป็นอย่างมาก
สิ่งที่สำคัญมากเมื่อมีการใส่อักษรเบรลล์ลงบนบรรจุยาภัณฑ์ยา คือผู้มีความบกพร่องทางสายตาต้องสามารถรับข้อมูลได้อย่างชัดเจน โดยที่ไม่รบกวนการอ่านฉลากปกติ จึงจะเป็นฉลากอักษรเบรลล์ที่มีประโยชน์อย่างแท้จริง การอ่านอักษรเบรลล์ที่สำคัญคือจะต้องมีขนาดและความหนาที่เหมาะสมส่วนวิธีการจะทำให้อักษรเบรลล์ไม่รบกวนตัวอักษรปกติและรูปภาพบนบรรจุภัณฑ์ คือการออกแบบบรรจุภัณฑ์โดยให้อักษรเบรลล์อยู่ส่วนที่ว่างงที่ไม่มีรูปหรือตัวอักษร แต่ในบางครั้งก็เป็นไปไม่ได้โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์ที่มีขนาดเล็ก แต่อย่างไรก็ดีสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงคือการนำอักษรเบรลล์ไปไว้บนบาร์โค้ด หรือส่วนที่เป็นรอยปรุของบรรจุภัณฑ์
ขนาดและความหนาของอักษรเบรลล์ที่จะใช้บนบรรจุภัณฑ์ สามารถอ้างอิงได้จากขนาดมาตรฐานของอักษรเบรลล์ที่ใช้อยู่ทั่วไปในประเทศไทย อักษรเบรลล์ที่ใช้จะอิงตามมาตรฐานของ American National Library for the Blinds ส่วนในแถบยุโรป European Carton Makers Association (ECMA) ได้กำหนดมาตรฐานของ ECMA Euro Braille โดยขนาดและความห่างของอักษรเบรลล์ของทั้งสองมาตรฐานมีความแตกต่างกันเล็กน้อย ขนาดที่แตกต่างกันมากที่สุดเป็นขนาดระยะห่างระหว่างจุดทั้งแนวตั้งและแนวนอน โดยอักษรเบรลล์ที่ใช้ในเมืองไทยจะมีความห่างระหว่างจุดน้อยกว่า ECMA Euro Braillo ประมาณ 2 มิลลิเมตร ส่วนระยะห่างอื่นๆ มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย คือประมาณ 1 มิลลิเมตร เท่านั้น
ความหนาของอักษรเบรลล์ จากที่ได้สอบถามผู้ที่มีสายตาเลือนรางและสามารถอ่านอักษรเบรลล์ได้ค่อนข้างดี พบว่าเป็นปัจจัยหลักสำหรับความยากงานในการอ่านอักษรเบรลล์ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้แยกจุดอักษรเบรลล์ออกจากพื้นผิววัสดุใน American National Library for the Blinds ได้กำหนดไว้ว่าความหนาควรมีขนาดประมาณ 0.5 มิลลิเมตร แต่เมื่อนำมาตรฐานนี้มาใช้กับอักษรเบรลล์บนบรรจุภัณฑ์แล้วมีปัญหามาก และจากการทดลองที่มหาวิทยาลัย Brimingham พบว่าอักษรเบรลล์ที่มีความหนาน้อยกว่านี้ก็สามารถอ่านได้ และมีการกำหนดอักษรเบรลล์ให้มีความหนาอยู่ที่ประมาณ 0.2 มิลลิเมตร
อ้างอิงข้อมูล : วารสารบรรจุภัณฑ์ไทย (ฉบับที่ 85 มกราคม-กุมภาพันธ์ 2554)
*** สนใจติดต่อ สอบถามหรือสั่งผลิตงานแพ๊คเกจจิ้งกระดาษ
ปลอกกระดาษสวมแก้ว ที่รองแก้วกระดาษ งานออกแบบโลโก้ ได้ที่..
TEL : คุณยา 081-1794546 และ คุณเอ๋ย 087-3464927
Email : synindustry@gmail.com
IDLine : yongyee2529
Fax : 02-7074067
Facebook : SYNCoffeeSleeve
เว็บไซต์ : www.synindustry.com